กระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

Disaster Victim Identification Process (DVI Process)

กระบวนการตรวจพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ภัยพิบัติ (Disaster Victim Identification - DVI) เป็นกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานขององค์การตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อระบุตัวตนผู้เสียชีวิตอย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยแบ่งขั้นตอนการปฏิบัติงานออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

Phase 1 - The Scene (การจัดการสถานที่เกิดเหตุ)

คือ ขั้นตอนการจัดการสถานที่เกิดเหตุภัยพิบัติ และนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากสถานที่เกิดเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาสภาพและหลักฐานที่ติดมากับร่างให้สมบูรณ์ที่สุด

Phase 2 – Post Mortem (การรวบรวมข้อมูลจากผู้เสียชีวิต)

หลังจากนำร่างผู้เสียชีวิตสู่สถานที่สำหรับตรวจพิสูจน์แล้ว ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจเก็บข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์จากร่าง ได้แก่ ลายนิ้วมือ, DNA, และข้อมูลทางทันตกรรม รวมถึงทรัพย์สินที่พบ โดยจะกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มสีชมพู (PM-Form)

Phase 3 – Ante Mortem (การรวบรวมข้อมูลก่อนเสียชีวิต)

คือ ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลก่อนการเสียชีวิต (ข้อมูลผู้สูญหาย) จากญาติหรือแหล่งข้อมูลอื่น เช่น ประวัติการทำฟัน, ประวัติทางการแพทย์, และการเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมจากครอบครัว โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกบันทึกลงในแบบฟอร์มสีเหลือง (AM-Form)

Phase 4 - Reconciliation (การเปรียบเทียบข้อมูล)

คือ ขั้นตอนการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างข้อมูลจากผู้เสียชีวิต (PM-Form) กับข้อมูลก่อนการเสียชีวิตของผู้สูญหาย (AM-Form) เพื่อหาข้อสรุปและยืนยันการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

Phase 5 – Debriefing (การสรุปและประเมินผล)

เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะทำการประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อหาข้อสรุปและข้อเสนอแนะสำหรับใช้ในการแก้ไขปัญหาและสนับสนุนการปฏิบัติการในครั้งต่อไป


จากคู่มือการจัดการสาธารณภัย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนดแนวทางไว้ว่า เมื่อเกิดสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ ให้กองบังคับการอำนวยการของกองบัญชาการ หรือ กองกำกับการอำนวยการจังหวัดพื้นที่เกิดเหตุ ตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า (ศปก.สน.) ขึ้น โดยมีโครงสร้าง ดังนี้